วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การจัดการป้องกันการดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลงในแมลงพาหะนำโรค


1. มีการเฝ้าระวังการดื้อของแมลงเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผน เลือกสารเคมีให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
2. หมุนเวียนใช้สารเคมีที่มีกลไกลการออกฤทธิ์ต่างกันทุกๆปี
3. ใช้สารเคมีผสมที่มีกลไกการออกฤทธิ์ต่างกัน
4. ใช้วิธีการควบคุมชนิดอื่น หรือ วิธีการควบคุมแบบผสมผสาน แทนวิธีการใช้สารเคมีแต่เพียงอย่างเดียว

ความล้มเหลวในการควบคุมแมลงเกิดจากหลายปัจจัย รวมไปถึงปัญหาจากการดื้อต่อเคมีกำจัดแมลง ซึ่งถ้าแมลงมีการดื้อสารเคมีจะทำให้การควบคุมโดยใช้สารเคมีดังกล่าวไม่ได้ผลเท่าที่ควร เป็นการสื้นเปลืองงบประมาณที่ต้องใช้ในการซื้อสารเคมี เสียทั้งเวลาและสุขภาพของคนที่ทำหน้าที่ในนการควบคุม ดังนั้นจึงน่าที่จะมีการเฝ้าระวัง และตรวจติดตามในเรื่องการดื้อต่อเคมีกำจัดแมลงโดยการผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโครงการควบคุมแมลงพาหะด้วย
 
ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/pages/Union-of-Unicor-group/152648168123058

วิธีการใช้สารเคมี เพื่อลดความเสี่ยงต่อการดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลง

 
1. ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด หรือใช้เมื่อยามจำเป็นโดยเลือกใช้ชนิดของสารเ และอัตราการใช้ให้เหมาะสมกับชนิดของแมลงที่กำจัด ไม่ใช้สารเคมีเกินอัตราที่กำหนดเพราะจะทำให้แมลงพัฒนาการดื้อต่อสารเคมีได้เร็วยิ่งขึ้น

2. ใช้สารเคมีตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ โดยสารเคมีดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์นั้นๆจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

3. ไม่ใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันนานๆ เพราะจะทำให้แมลงมีการพัฒนาการดื้อต่อสารเคมีดังกล่าวได้เร็ว

ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/pages/Union-of-Unicor-group/152648168123058#!/pages/Union-of-Unicor-group/152648168123058

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

กลไกการสร้างความต้านทานต่อเคมีกำจัดแมลง (Insecticide Resistance Mechanism) ของแมลง

 
กลไกการสร้างความต้านทานต่อเคมีกำจัดแมลง (Insecticide Resistance Mechanism)
ของแมลงมีหลายประเภท ดังนี้
 
1. การสร้างความต้านทานโดยการเปลี่ยนแปลงทางเสรีรวิทยาในตัวแมลง โดยการเพิ่มชั้นไขมันบริเวณผนังลำตัวของแมลงทำให้สารเคมีกำจัดแมลงซึมเข้าสู่ตัวแมลงได้ช้าลง หรือเพิ่มความรวดเร็วในการขับถ่าย เพื่อขจัดสารเคมีกำจัดแมลงออกนอกร่างกาย

2. การสร้างความต้านทานโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมการเข้ามาเกาะพักในบ้านของยุงก้นปล่อง

3. การสร้างความต้านทานโดยการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ภายในตัวแมลงซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น

3.1 การเปลี่ยนแปลงของ
Target Site (ส่วนที่สารเคมีกำจัดแมลงที่ไปจับแล้วทำให้ออกฤทธิ์) ตัวอย่างเช่น สารเคมีในกลุ่มออร์การ์โนฟอสเฟต และคาร์บาเมต จะออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทโดยยับยั้งเอ็มไซน์ Acetycholinesterase ซึ่งควบคุมการทำงานของสารสื่อประสาท Acetylcholine ในระบบประสาทของแมลง

3.2 การเปลี่ยนแปลง
detoxifying enzymes (เอ็มไซน์ที่ทำลายฤทธิ์ของ สารเคมีกำจัดแมลง) ซึ่งการลดระดับความเป็นพิษของสารเคมี (detoxification mechannism)จะมีเอ็มไซม์เข้ามาเกี่ยวข้องได้แก่ estrase, monooygenase, glutathione S-transferase ซึ่งเอ็มไซม์แต่ละชนิดจะจำเพาะในสารเคมีกำจัดแมลงในแต่ละกลุ่ม เช่น เอ็มไซม์ esterase จะไปย่อยสลายส่วนที่เป็นเอสเทอร์ (ester bond) ของสารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่ม ออร์การ์โนฟอสเฟต และไพรีธรอยด์ ทำให้สารเคมีดังกล่าวไม่เป็นพิษต่อแมลง
 

การดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลงในแมลงพาหะนำโรค



 
ในปัจจุบันมีแมลงมากกว่า 500 ชนิด ที่มีการสร้างความต้านทานหรือดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลง รวมทั้งแมลงที่เป็นพาหะนำโรค เช่น ยุง แมลงวัน แมลงสาบ การใช้สารเคมีกำจัดแมลงในอัตราเดิมแล้วไม่ได้ผลดังที่เคยเป็นบอกถึงการเกิดความต้านทานต่อสารเคมีกำจัดแมลงของแมลงเหล่านั้น ซึ่งจะมีผลกระทบ ต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลง มีผลมาจากหลายปัจจัย โดยมีปัจจัยจากการใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานเป้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แมลงเกิดการดื้อต่อสารเคมีกำจัดแมลงนั้นได้
 

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

5/5 Model

The Choffray-Lilien Model
เป็นทฤษฎีที่อ้างอิงถึง The Webster-Wind และSheth Model โดยมุ่งเน้นตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยทฤษฎีนี้มีนัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับลักษณะของศูนย์กลางการจัดซื้อขององค์กรขั้นตอนหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้าอุตสาหกรรมมีดังนี้
1. การคัดสินค้าที่ไม่ตรงกับข้อกำหนดขององค์กรออกไป
2. รูปแบบความพอใจและการตัดสินใจซื้อของผู้มีส่วนร่วม
3. กำหนดรูปแบบและทางเลือกที่องค์กรต้องการ

ซึ่งสามารถจำแนกความแตกต่างของลูกค้าได้ออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้
1.กลุ่มลูกค้ามีความต้องการในสินค้าที่แตกต่าง (Need-specification heterogeneity)
2.กลุ่มลูกค้าศูนย์กลางการซื้อที่แตกต่าง( Buying center heterogeneity)
3.มีเงื่อนไขการประเมินที่แตกต่าง( Evaluation criteria heterogeneity)

4/5 Model

 

Webster and Wind (1972) เขียนกรอบคิดสาหรับการตัดสินใจซื้อขององค์การกรอบคิดนี้มีปัจจัย 4 อย่างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อขององค์การได้แก่ปัจจัยสิ่งแวดล้อมองค์การปัจจัยของศูนย์การซื้อและส่วนบุคคลดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Factors)
ปัจจัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Factors) เป็นปัจจัยภายนอกองค์การเช่นกายภาพเทคโนโลยีเศรษฐกิจการเมืองกฎหมายวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้ขายปัจจัยการผลิตคู่แข่งขันผู้บริโภครัฐบาลสภาพแรงงานสมาคมการค้าเป็นต้นทิศทางชองอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมี 4 แนวทางได้แก่ 1) การกำหนดสินค้าและการบริการโดยสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ 2) กำหนดเงื่อนไขของธุรกิจเช่นอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจระดับรายได้ประชาชาติอัตราดอกเบี้ยและอัตราการว่างงานโดยสิ่งแวดล้อมด้านการเมืองและเศรษฐกิจ 3) การกำหนดค่านิยมและบรรทัดฐานระหว่างองค์กรบุคคลโดยสิ่งแวดล้อมด้านวัฒนธรรมสังคมกฎหมายและการเมือง 4) การกำหนดการไหลของสารสนเทศ (Information flows) เข้าไปในองค์กรโดยสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพเทคโนโลยีเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
2. ปัจจัยภายในองค์การ (Organizational Factors)
. ปัจจัยภายในองค์การ (Organizational Factors) คือกลุ่มของอิทธิพลซึ่งอยู่ใน
ขบวนการซื้อแต่ละบริษัทจะกำหนดวัตถุประสงค์นโยบายขบวนการโครงสร้างและระบบเป็น
แนวทางในการตัดสินใจซื้อสิ่งเหล่านี้จึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ

3. ปัจจัยด้านสังคมหรือระหว่างบุคคล (Social or Interpersonal Factors)
ปัจจัยระหว่างบุคคล (Interpersonal Factors) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อขบวนการซื้อ
ศูนย์กลางการซื้อจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่มีสถานะอำนาจความเห็นอกเห็นใจการชักชวนที่
แตกต่างกันทาให้ผู้ขายได้รู้ถึงปัจจัยระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

4. ปัจจัยด้านปัจเจกบุคคล (Individual Factors)
ปัจจัยด้านปัจเจกบุคคล (Individual Factors) การตัดสินใจของแต่ละบุคคลมีอิทธิพลต่อการยอมรับและความชอบในผลิตภัณฑ์รวมทั้งอิทธิพลต่อการเสนอผลิตภัณฑ์ของผู้ขายโดยพิจารณาถึงอายุรายได้การศึกษาอาชีพบุคลิกลักษณะและทัศนคติที่จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ

3/5 Model : The Sheth Model


Sheth 1973b ปรับมาจากโมเดลพฤติกรรมการซื้อขององค์กรอุตสาหกรรม( HowardSheth Model)ซึ่งเน้นองค์ประกอบที่สำคัญของการตัดสินใจและการมีปฎิสัมพันธ์ตามรูปแบบที่ 3.1 โมเดลจะประกอบด้วย 1. จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจซื้อของบุคคล 2.เงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและ 3. เมื่อกระบวนการซื้อมาถึงการตัดสินใจร่วมกันซึ่งอาจมีความเห็นที่แตกต่างเกิดขึ้นShethแสดงให้เห็นถึงปัจจัยของสถานการณ์ที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการตัดสินใจที่ต้องเลือกผู้จาหน่ายหรือแบรนด์